วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กฎคุ้มครองแจ๋วตามบ้าน เริ่มบังคับใช้แล้ว


สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพิษณุโลกเผย กฎคุ้มครองแจ๋วตามบ้าน เริ่มบังคับใช้แล้ว หยุดสัปดาห์ละวัน หยุดตามประเพณีปีละ 13 วัน ได้ค่าจ้าง วันลาป่วย-วันหยุด ชี้นายจ้างไม่ปฏิบัติตาม จำคุก 6 เดือน ปรับ 1 แสนบาท
    นางวันทนีย์ บุญเสมอ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่าเนื่องจากกระทรวงแรงงาน (รง.) ได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2555) ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เพื่อให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจอยู่ด้วย ๙งทำให้คนรับใช้ตามบ้านที่ไม่ได้เป็นพนักงานของบริษัทรับเหมาทำความสะอาดใดๆ ได้รับการคุ้มครอง โดยกฎกระทรวงนี้เริ่มมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. 55 โดยให้ความคุ้มครองครอบครองครอบคลุมทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าวที่เป็นคนรับใช้ตามบ้าน จะได้รับความคุ้มครอง 7 ข้อ ได้แก่
1.ลูกจ้างต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์ ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
2.นายจ้างต้องกำหนดวันหยุดตามประเพณีปีละไม่น้อยกว่า 13 วัน ซึ่งรวมถึงวันแรงงานแห่งชาติด้วยและหากวันหยุดตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ให้ลูกจ้างหยุดเป็นวันหยุดชดเชยเพิ่มอีก 1 วัน
3.ลูกจ้างที่ทำงานครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละไม่เกิน 6 วันทำงาน
4.ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยตามที่ป่วยจริงได้ และหากลา 3 วันขึ้นไป นายจ้างสามารถขอใบรับรองยืนยันจากลูกจ้างได้
5.กรณีลูกจ้างเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่เด็กโดยตรง
6.ลูกจ้างที่ทำงานในวันหยุดต้องได้รับเงินค่าทำงานในวันหยุดด้วย
7.ลูกจ้างต้องได้รับค่าจ้างในวันลาป่วยโดยไม่เกิน 30 วันทำงาน
   ทั้งนี้ หากนายจ้างไม่ปฏิบัติจะมีโทษตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น หากนายจ้างไม่กำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์ หรือไม่ให้ค่าจ้างคนรับใช้ในวันที่ลาป่วย จะมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท และนายจ้างไม่จ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้คนรับใช้ที่ทำงานในวันหยุดมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
   หากนายจ้างรายใดมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพิษณุโลก (หลังใหม่) ชั้น 3 ถนนวังจันทน์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โทร. 0-5525-8869,0-5528-2191

ครม.อนุมัติปรับเงินเดือนผู้ว่าฯ กทม.เป็น113,560 บ





ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากอัตราเงินเดือน 68,620 บาท เป็น 72,060 บาทต่อเดือน รวมเงินเพิ่มในอัตราคงเดิมที่ 41,500 บาท รวมทั้งสิ้นจากเดิม 110,120 บาท เป็น 113,560 บาท ต่อเดือน 

 รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากอัตราเงินเดือน 62,650 บาท เป็น 69,570 บาทต่อเดือน รวมเงินเพิ่มในอัตราคงเดิมที่ 20,750 บาทรวมทั้งสิ้น จากเดิม 87,000  บาท เป็น 90,320 บาท ต่อเดือน

เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากอัตราเงินเดือน 37,810 บาทเป็น 39,710 บาทต่อเดือน รวมเงินเพิ่มในอัตราคงเดิมที่ 4,400 บาท รวมทั้งสิ้น จากเดิม 42,210 บาท เป็น 44,110 บาทต่อเดือน

ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากอัตราเงินเดือน 34,040 บาทเป็น 35,750 บาทต่อเดือน รวมเงินเพิ่มในอัตราคงเดิมที่ 2,200 บาท รวมทั้งสิ้น จากเดิม 36,240 บาท เป็น 37,950 บาทต่อเดือน

ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากอัตราเงินเดือน 41,410 บาทเป็น 43,490 บาทต่อเดือน รวมเงินเพิ่มในอัตราคงเดิมที่ 8,800 บาท รวมทั้งสิ้น จากเดิม 50,210 บาท เป็น 52,290 บาทต่อเดือน

ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากอัตราเงินเดือน 37,810  บาทเป็น 39,710 บาทต่อเดือน รวมเงินเพิ่มในอัตราคงเดิมที่ 4,400 บาท รวมทั้งสิ้น จากเดิม 42,210  บาท เป็น 44,110 บาทต่อเดือน

เลขานุการประธานสภากรุงเทพมหานคร จากอัตราเงินเดือน 37,810  บาทเป็น 39,710 บาทต่อเดือน รวมเงินเพิ่มในอัตราคงเดิมที่ 4,400 บาท รวมทั้งสิ้น จากเดิม 42,210  บาท เป็น 44,110 บาทต่อเดือน

เลขานุการรองประธานสภากรุงเทพมหานคร จากอัตราเงินเดือน 34,040 บาทเป็น 35,750 บาทต่อเดือน รวมเงินเพิ่มในอัตราคงเดิมที่ 2,200 บาท รวมทั้งสิ้น จากเดิม 36,240 บาท เป็น 37,240 บาทต่อเดือน

ผู้สูงอายุบางระกำรับจ้างถอนกล้า

พิษณุโลก - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกลุ่มผู้สูงอายุ ต.คุยม่วง อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ใช้เวลาว่างรับจ้างถอนกล้านาโยน ได้ค่าแรงแผงละ 1 บาท มีผู้สูงอายุกว่า 20 คน กางร่มนั่งถอนกล้าออกจากแผงเพาะกล้า ด้านคุณยายเขียว บุญเกิด อายุ 66 ปี ชาวบ้านหมู่ 12 ต.คุยม่วง อ.บางระกำ กล่าวว่า ผู้สูงอายุที่มารับจ้างถอนกล้าส่วนใหญ่ว่างงาน เมื่อมีคนมาว่าจ้างให้มาถอนกล้าก็ชักชวนกันมา อย่างน้อยไม่เดือดร้อนขอลูกหลาน เพราะงานไม่หนักพอทำได้ ได้ค่าแรงถอนกล้าแผงละ 1 บาท ทำไปคุยกันไปสนุกสนาน เพราะมีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ทำรายได้ได้มากกว่า 500 บาท



สำหรับแผงกล้าข้าวดังกล่าว เป็นกล้านาโยน ในพื้นที่อำเภอบางระกำนิยมมาก สามารถแก้ปัญหาข้าวดีด ข้าวเด้ง ได้เป็นอย่างดี ทำให้ธุรกิจเพาะกล้าเจริญเติบโตขึ้นตามไปด้วย โดยชาวนาจะจ้างผู้รับเหมาทำนาโยน ซึ่งคิดตามราคาต้นกล้าที่ใช้ในราคาแผงละ 8 บาท ขึ้นอยู่กับเจ้าของนาว่าต้องการจะใช้กล้ากี่แผง มีพันธุ์ข้าวชนิดต่างๆ ให้เลือก ทั้งพันธุ์พิษณุโลก กข, พันธุ์ข้าวหอมมะลิ ฯลฯ หรือแล้วแต่เจ้าของนาจะสั่ง ผู้รับเหมาจะเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวในแผงที่เป็นหลุม ให้ต้นข้าวมีอายุประมาณ 10-15 วัน ก็นำไปโยนในแปลงนาได้ 

หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้าย หรือจูงใจให้เข้าใจผิด

เรืองไกรยื่นกกต.บี้ปชป.ใส่ร้าย


สุขุมพันธุ์ ชี้(กู) ไม่เกี่ยว สาดโคลน ใส่คู่แข่ง โยนปชป.



ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ให้สัมภาษณ์ถึงคนในพรรคประชาธิปัตย์ระบุพล.ต.อ.พงศ์พัศมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโรงพักฉาวว่า เป็นเรื่องของคนในพรรค ส่วนตนจะเดินหน้าหาเสียงอย่างเป็นมิตรและสร้างสรรค์ เพราะอยากให้คนกทม.เห็นแต่สิ่งดีๆ ส่วนที่มีผู้โพสต์ภาพและเสียงที่ตนปราศรัยด้วยถ้อยคำรุนแรงนั้น ก็แล้วแต่จะตัดสินใจ ยอมรับในโซเชี่ยลมีเดียมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ซึ่งตนถูกให้ร้ายและถูกชื่นชมเช่นกัน อยากให้ทุกคนก้าวข้ามและยอมรับโซเชี่ยลมีเดียด้วย


ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว. สรรหา ได้มายื่นหนังสือถึงนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง และพล.ต.ท.ทวีศักดิ์ ตู้จินดา ประธานกกต.กทม. ขอให้ตรวจสอบการกระทำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนาย ศิริโชค โสภา ในฐานะส.ส. ฐานกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 หรือไม่ ตามที่สื่อมวลชนนำเสนอว่า นายศิริโชคโพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊กในลักษณะใส่ร้ายผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับการเผาบ้านเผาเมือง ว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวตามมาตรา 57 (5) ที่มีเนื้อหา หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้าย หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องใดอันเกี่ยวกับผู้สมัครใด หรือไม่ รวมถึงนายอภิสิทธิ์ ที่ปราศรัยว่า อภิสิทธิ์เบอร์อะไร (16) ประชาธิปัตย์เบอร์อะไร... (16) ทั้งที่นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ผู้สมัครตามความหมายในมาตรา 4 

นายเรืองไกรกล่าวว่า นอกจากนี้ยังขอให้ตรวจสอบกรณีนายเสรี วงษ์มณฑา นักวิชา การด้านนิเทศศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซ บุ๊กว่า ใครก็ตามที่ไม่ต้องการให้เพื่อไทยยึดครองกรุงเทพฯ ปราการด่านสุดท้ายที่เหลืออยู่ เราต้องถามตัวเองว่าจะลงคะแนนให้ใครที่จะทำให้พงศพัศ ไม่ได้เป็นผู้ว่าฯ คำตอบก็คือคุณชายสุขุมพันธ์หมายเลข 16 ซึ่งอาจเข้าข่ายถือเป็นผู้ที่กระทำการใส่ร้าย หรือจูงใจให้เข้า ใจผิดในเรื่องใดอันเกี่ยวกับผู้สมัครใดอันความผิดตามมาตรา 57 (5) หรือไม่ ขอย้ำว่า การยื่นเรื่องให้ตรวจสอบครั้งนี้ ไม่ได้เลือกปฏิบัติเจาะจงเอาผิดกับผู้สมัครรายใดหรือพรรคใด แต่กรณีนี้เมื่อพบว่าเข้าข่ายผิดกฎ หมายการเลือกตั้ง ตนจำเป็นต้องยื่นเรื่องให้กกต.ตรวจสอบ

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เขมรตอบโต้ไทย ลั่นไม่ถอนคดีพระวิหารจากศาลโลก


Pic_325437
กัมพูชา แถลงตอบโต้ข้อเสนอไทย ยันไม่ถอนคดีให้ศาลระหว่างประเทศ ตีความคำพิพากษาปราสาทพระวิหาร...

เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 56 สื่อมวลชนของกัมพูชารายงานว่า นายกอย เกือง (Koy Kuong) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ได้แถลงตอบโต้การเคลื่อนไหวของฝั่งไทย โดยยืนยันว่าจะไม่ยอมถอนคดีปราสาทพระวิหารออกจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเอ) หรือศาลโลก ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยในคำแถลงการณ์ที่ออกเมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา มีรายละเอียดระบุว่า กัมพูชาไม่ได้เพิ่งนำคดีนี้เข้าสู่ศาลโลก แต่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมานาน และขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาคำร้องของกัมพูชา ดังนั้นคู่กรณี ซึ่งหมายถึงกัมพูชาและไทย ไม่ควรเคลื่อนไหวใดๆ และต้องรอฟังคำพิพากษาของศาลเท่านั้น

ทั้งนี้ ศาลระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ นัดคู่กรณีทั้ง 2 ชาติ แถลงปิดคดี ในเดือน เม.ย.นี้

ถ้อยแถลงของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ออกมาเพื่อตอบโต้ความเคลื่อนไหวในประเทศไทย ที่คัดค้านการพิจารณาคดีของศาลโลก รวมถึงกรณีที่ นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เสนอให้นายกรัฐมนตรี เจรจากับทางการกัมพูชา เพื่อให้ถอนคดีดังกล่าวออกจากการพิจารณาของศาลโลก

ขณะที่ทีมกฎหมายของไทยกำลังหารือแนวทางการต่อสู้คดี เพื่อนำข้อมูลไปแถลงด้วยวาจาต่อศาลโลก ระหว่างวันที่ 15-19 เม.ย.นี้ โดยนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้ดูแลการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร นำทีมนักกฎหมายจากกระทรวงการต่างประเทศ สำนักอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา และนักวิชาการฝ่ายไทย เดินทางไปประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อไปหารือกับทีมนักกฎหมายและนักวิชาการต่างชาติ ในรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นที่ไทยจะใช้แถลงต่อสู้คดีด้วยวาจาในเดือน เม.ย. เพื่อย้ำความน่าเชื่อถือและโน้มน้าวตุลาการศาลโลก โดยจะเจาะลึกในรายละเอียดแต่ละประเด็นของเอกสารที่เคยส่งให้ศาลโลกพิจารณา และยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในการต่อสู้คดีได้ แต่ยืนยันว่าคณะทำงานทุกคนเตรียมพร้อมในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ รวมทั้งพร้อมรับฟังความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จากทุกฝ่าย นอกจากนี้ยังเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องเจรจาไกล่เกลี่ยกับกัมพูชา เนื่องจากคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแล้ว.

นายกฯ ดีใจที่ได้พบน.ส.ราตรี

"ราตรี"ขอบคุณนายกฯ

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ โดยน.ส.ราตรี กล่าวว่า ขอขอบคุณนายกฯที่ช่วยเจรจาให้ตนได้กลับบ้าน เป็นนิมิตหมายที่ดีที่นายกฯดูแลประชาชน และดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป และอยากหารือกับนายกฯ เรื่องนายวีระ สมความคิด เนื่องจากถูกละเมิดสิทธิในการได้รับข่าวสารข้อมูล ไม่ได้รับอนุญาตให้อ่านหนังสือหรือรับรู้เอกสาร แม้แต่หนังสือที่จะช่วยผ่อนคลายจิตใจ ซึ่งเป็นสิทธิที่นักโทษจะได้รับ แต่นายวีระถูกจำกัดในเรื่องนี้

ด้านนายกฯ กล่าวว่า ดีใจที่ได้พบน.ส.ราตรี เพราะรู้สึกว่าอย่างน้อยเป็นผู้หญิงด้วยกันก็เข้าใจเห็นใจในความลำบาก ทั้งนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการดูแลประชาชนทุกคน ได้พยายามขอตั้งแต่เจรจาครั้งแรกและยังเสียดายที่อยู่ที่นั่นหลายเดือนกว่าจะได้รับการปล่อยตัว จากนี้ถ้ามีอะไรที่รัฐบาลจะช่วยดูแลได้ก็ยินดี พร้อมทำงานร่วมกันให้ความช่วยเหลือกัน ส่วนการช่วยเหลือ นายวีระได้ยื่นขอไปแล้ว 2 รูปแบบ ทั้งขอการลดหย่อนอีก ซึ่งกัมพูชาบอกให้รอเฉพาะช่วงที่มีเทศกาล และการขอนำตัวกลับมารับโทษที่เมืองไทย โดยกัมพูชาบอกว่าขอดูฐานความผิด ยืนยันว่าทำอย่างเต็มที่ เท่าที่ทราบทูตไทยประจำกัมพูชาได้ประสานงานอยู่แล้ว 

น.ส.ราตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบ นายกฯว่า มาหารือเรื่องการช่วยเหลือนายวีระ โดยนายกฯระบุว่าได้นำเสนอช่องทางช่วยเหลือไปยังกัมพูชาแล้ว ซึ่งนายวีระอยากได้รับการโอนตัวกลับมาในประเทศไทยมากกว่า เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะได้รับการพระราชทานอภัยโทษ น.ส.ราตรี กล่าวว่า นายกฯ ไม่ได้รับปาก แต่ระบุว่าจะพยายามให้ถึงที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เตือน! พบขนมปังบรรจุซองใส่สารกันบูดเกินกำหนด กินมากไตพัง


ขนมปัง

พบขนมปังใส่สารกันบูดเกินกำหนดกินมากไตพัง (ไทยโพสต์)

          เตือนผู้บริโภคระวังสารกันบูดในขนมปังบรรจุซอง ผลตรวจสอบมีทั้งใส่สารกันบูดเกินมาตรฐาน โดยบางยี่ห้อติดข้อความ "ไม่ใช้วัตถุกันเสีย" มีโทษถึงติดคุก ระบุสารเหล่านี้กินมากเสี่ยงไตพัง

          นางสาวทัศนีย์ แน่นอุดร หัวหน้าศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ และนายพชร แกล้วกล้า ผู้ประสานงานโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลไกคุ้มครองผู้บริโภคความปลอดภัยด้านอาหารภาคประชาชน ภายใต้การสนับสนุนของแผนงานอาหารเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยผลทดสอบสารกันบูดในขนมปัง-เค้กพร้อมบริโภคจากร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาเก็ต และร้านเบเกอรี่ จำนวน 14 ตัวอย่าง แบ่งเป็นตัวอย่างที่มีฉลากกำกับว่า "ใช้วัตถุกันเสีย" 8 ตัวอย่าง ตัวอย่างที่ระบุว่า "ไม่ใช้วัตถุกันเสีย" 1 ตัวอย่าง และตัวอย่างที่ฉลากไม่ระบุว่าใช้วัตถุกันเสียหรือไม่ 5 ตัวอย่าง แล้วส่งทดสอบกับศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 7 อุบลราชธานี เพื่อหาสารกันบูดที่อุตสาหกรรมอาหารนิยมใช้ 3 ชนิด ได้แก่ กรดเบนโซอิก (Benzoic Acid) กรดซอร์บิก (Sorbic Acid) และกรดโปรปิโอนิก (Propionic Acid)

          ผลการทดสอบพบว่า 1 ใน 3 (5 ตัวอย่าง) มีสารกันบูดเกินค่ามาตรฐาน ทั้งค่ามาตรฐานอาหารของไทยและค่ามาตรฐานอาหารสากล ได้แก่ ขนมปังไส้ถั่วแดง Tesco the Bakery ที่ปริมาณรวม 1,656 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เค้กโรลวนิลา sun merry ที่ปริมาณ 1,583 มก./กก. ขนมปังแซนด์วิช Tesco ที่ปริมาณรวม 1,279 มก./กก. ขนมปังไส้เผือก เอพลัส ที่ปริมาณรวม 1,274 มก./กก. และขนมปังไส้กรอกคู่ เบเกอร์แลนด์ ที่ปริมาณรวม 1,195 มก./กก. อีกทั้งยังพบว่าหนึ่งในตัวอย่างที่พบสารกันบูดเกินค่ามาตรฐาน (ขนมปังแซนด์วิชตราเทสโก้) มีการแสดงฉลากลวง โดยอ้างว่า "ไม่ใช้วัตถุกันเสีย" บนฉลาก

          นายพชร กล่าวว่า ตัวอย่างเกือบทั้งหมดที่พบสารกันบูดเกินค่ามาตรฐาน เข้าข่ายการกระทำความผิด พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25 (3) เรื่องอาหารผิดมาตรฐาน มีบทลงโทษตามมาตรา 60 คือ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท ขณะที่มีหนึ่งตัวอย่างคือ ขนมปังแซนด์วิช Tesco ที่เข้าข่ายการกระทำผิดมาตรา 25 (2) เรื่องอาหารปลอม มีบทลงโทษตามมาตรา 59 คือ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5 พันบาทถึง 1 แสนบาท

          นายพชร ตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่ของสินค้าที่นำมาทดสอบเป็นตัวอย่างที่ระบุบนฉลากว่า "ใช้วัตถุกันเสีย" และเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมาย อย. และเครื่องหมายรับรองคุณภาพ ซึ่งควรเป็นไปตามมาตรฐาน แต่ก็พบว่ามีถึง 3 ตัวอย่าง (จาก 8 ตัวอย่าง) ที่พบสารกันบูดเกินค่ามาตรฐาน อีกทั้งยังพบการใช้สารกันบูดหลายชนิดร่วมกันอีกหลายตัวอย่าง ซึ่งมีทั้งเป็นไปตามมาตรฐานและสูงกว่าค่ามาตรฐาน

          "อย.ควรมีการทบทวนเรื่องการออกใบอนุญาต และต่ออายุใบอนุญาต โดยนำข้อมูลการกระทำความผิดมาประกอบการพิจารณา สำหรับการแสดงข้อมูลบนฉลากอาจจะมีการใช้วิธีการเดียวกับวัตถุปรุงแต่งรสอาหาร คือกำหนดให้ระบุว่า "ใช้...เป็นวัตถุกันเสีย" บนส่วนประกอบเพื่อแสดงความโปร่งใส และเป็นการให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาให้กับผู้บริโภค อีกทั้งควรดำเนินการสร้างความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการกลุ่มนี้เกี่ยวกับการใช้วัตถุกันเสียอย่างถูกต้องและเหมาะสม"
 
          ขณะที่ นางสาวทัศนีย์ แน่นอุดร หัวหน้าศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ ให้ข้อมูลว่า วัตถุกันเสียที่ทดสอบเป็นสารเคมีที่อุตสาหกรรมนิยมใช้ แต่ละตัวมีหน้าที่ในการยับยั้งการเติบโตของจุลินทรีย์ในอาหารแต่มีฤทธิ์ต่างกัน บางตัวเหมาะสมกับการยับยั้งแบคทีเรีย บางตัวเหมาะกับการยับยั้งเชื้อรา การใช้ให้เหมาะสมถูกต้องกับวัตถุประสงค์ จึงจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เมื่อจัดลำดับโดยความเป็นพิษต่อร่างกาย กรดเบนโซอิกจะมีความเป็นพิษสูงสุด ตามมาด้วยกรดซอร์บิก และกรดโปรปิโอนิก ซึ่งแม้ว่าร่างกายจะสามารถขับถ่ายสารเคมีทั้ง 3 ตัวออกได้เองเมื่อมีการบริโภค แต่หากมีการรับประทานเข้าไปในปริมาณที่เกินกว่าค่าสูงสุดที่ร่างกายสามารถรับได้ต่อวัน (ADI) อย่างต่อเนื่อง จะก่อให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน และอาจนำมาซึ่งการเพิ่มความเสี่ยงของโรคไตอันเนื่องมาจากการที่ไตต้องทำงานหนักต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานได้
 
          นางสาวทัศนีย์ กล่าวว่า การซื้อขนมอบ (เบเกอรี่) จากระบบอุตสาหกรรม จะมีความเสี่ยงจากการใช้สารกันบูดสูงกว่าการซื้อจากร้านเบเกอรี่แบบทำวันต่อวัน ดังนั้นการเลือกซื้อเบเกอรี่พร้อมบริโภคให้เลือกซื้อจากร้านเบเกอรี่ที่ทำสดวันต่อวัน จะดีกว่าเลือกซื้อเบเกอรี่ที่อยู่ในซอง หรือถ้ายังชื่นชอบความสะดวกของเบเกอรี่แบบซอง (เพราะหาร้านง่ายกว่า) ให้สังเกตคำว่า "ไม่ใช้วัตถุกันเสีย" บนฉลากตรงส่วนประกอบ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้บริโภคผลิตภัณฑ์กลุ่มขนมอบต่อเนื่องกันเป็นประจำทุกวัน เพราะนอกจากจะมีความเสี่ยงเรื่องสารกันบูดแล้วยังมีความเสี่ยงจากโซเดียม ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบหลัก (ผงฟู) อันอาจนำมาซึ่งโรคไตได้อีกด้วย