วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

AEC คืบหน้าแค่ไหน??




โดย... พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ (punchada.sir@mahidol.ac.th)

 เมื่อกลางเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมารัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียน หรือ ASEAN Economic Ministers Meeting (AEM) ได้ประชุมรวมกัน ณ ประเทศบรูไนดารุสซาราม เพื่อติดตามผลความก้าวหน้าสู่เป้าหมายการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 45 ของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ


 การประชุม AEM นั้นมีเป้าประสงค์หลักเพื่อติดตามผลและผลักดันมาตรการต่างๆที่ได้ระบุไว้ในความร่วมมือระหว่างกันภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งกระตุ้นและตรวจสอบสมาชิกแต่ละประเทศว่าสามารถดำเนินการตามแผนไปได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งตามที่ได้กำหนดไว้ใน Blueprint หรือ พิมพ์เขียวเพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นั้น ได้แบ่งระยะเวลาในการดำเนินการเพื่อจัดตั้ง AEC เป็น 4 ช่วงเวลาตั้งแต่การเริ่มใช้พิมพ์เขียว ซึ่งในขณะนี้เราได้เข้าสู่ช่วงที่ 3 ของแผนดำเนินการ คือ ตั้งแต่ มกราคม พ.ศ. 2555-ธันวาคม พ.ศ. 2556 ซึ่งในการประชุม AEM ครั้งนี้ได้มีการแถลงว่าประเทศสมาชิกอาเซียนดำเนินการตามแผนก่อนถึงกำหนดการเปิด AEC อย่างเป็นทางการแล้วถึง 79.7%

 สำหรับผลในการประชุมครั้งนี้ที่ประชุมได้ยืนยันให้มาเลเซียและอินโดนีเซียลดภาษีสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายใน พ.ศ. 2558 โดยใช้มาตรการภายในประเทศ เช่นใช้ภาษีสรรพสามิตแทนภาษีนำเข้าหากมีความจำเป็น รวมทั้งกระตุ้นให้ เวียดนามและกัมพูชาลดภาษีสินค้าปิโตรเลียม

 ส่วนด้านการค้าบริการนั้น ที่ประชุมได้เร่งให้จัดข้อผูกพันการค้าบริการชุดที่10 ให้เสร็จก่อนการเปิด AEC โดยเน้นให้นักลงทุนในธุรกิจบริการของอาเซียนสามารถถือหุ้นได้อย่างน้อย 70% ในธุรกิจบริการที่ได้มีการตกลงกัน

 ในด้านการขนส่งสินค้า ที่ประชุมได้เห็นชอบให้สินค้าของอาเซียนไม่ต้องสำแดงมูลค่าสินค้า ณ ท่าเรือต้นทางในหนังสือรับรอง เฉพาะกรณีที่สินค้านั้นๆผลิตได้ทั้งหมดในประเทศสมาชิก หรือ มีการผลิตและแปรสภาพสินค้าตามเกณฑ์ที่อาเซียนได้กำหนดไว้เพื่ออำนวยความสะดวกทางด้านการค้าให้กับผู้ส่งออกของอาเซียน โดยแนวทางดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายใน 1 มกราคม พ.ศ. 2557

 นอกจากความก้าวหน้าจากการประชุม AEM นี้แล้ว การเตรียมความพร้อมสู่ AEC โดยรวมของประเทศสมาชิกก็เป็นไปในทิศทางที่ดี ประเทศสมาชิกโดยเฉพาะ 6 ประเทศผู้ผลิตหลักของอาเซียน (ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน) ได้ร่วมมือกันลดภาษีนำเข้าอย่างเป็นรูปธรรมให้กับสินค้าอุตสาหกรรม ให้อยู่ที่ 0-5% เช่นสินค้า จำพวกอุปกรณ์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ รถกระบะ ชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น ส่วนสินค้าที่อยู่ใน sensitive list เช่น สินค้าเกษตรต่างๆ ข้าว ยางพารา ยังไม่อาจลดภาษีได้ตามแนวทางข้างต้น

 นอกจากการลดภาษีดังกล่าวแล้ว โรดแมพสู่ AEC ยังรวมถึงการเปิดการค้าเสรีภาคบริการ หรือ Trade in Services ภายใต้ข้อตกลง ASEAN Framework Agreement on Services (AFAS)  อีกด้วย ข้อตกลง AFAS นี้แยกย่อยออกเป็นการเปิดการค้าเสรี 4 โหมด ซึ่งโหมดที่ 1 และ 2 นั้นมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องและค่อนข้างประสบความสำเร็จ ส่วนโหมดที่ 3 และ 4 ยังพัฒนาไปได้ค่อนข้างช้าเนื่องจากอุปสรรคหลายประการภายในประเทศสมาชิกเอง ทั้ง 4 โหมดภายใต้ AFAS คือ

1. Cross-Border Supply หมายถึงการให้บริการจากพรมแดนของประเทศสมาชิกหนึ่งไปสู่พรมแดนของประเทศสมาชิกอื่นที่เป็นลูกค้า โดยผู้ให้บริการไม่ต้องปรากฏตัวอยู่ในประเทศประเทศลูกค้า เช่น การศึกษาผ่านทางไกล บริการผ่านสื่อสารโทรคมนาคม และบริการให้คำปรึกษาผ่าน internet เป็นต้น ในส่วนนี้ได้ดำเนินการแล้ว และถือว่าได้รับผลดีและมีความพร้อมหากต้องเข้าสู้ AEC ในไม่ช้า
2. Consumption Abroad การให้บริการที่เกิดขึ้นในพรมแดนของประเทศผู้ให้บริการ โดยอาศัยการเคลื่อนย้ายของผู้บริโภคเป็นเงื่อนไขสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บริการด้านการท่องเที่ยว การออกไปรับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลต่างประเทศ การไปศึกษาในต่างประเทศ เป็นต้น สำหรับโหมดข้อตกลงด้านนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จและดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นกัน ประเทศสมาชิกให้สิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ กับประชาชนในภูมิภาคอาเซียนเพื่อเข้ารับบริการในประเทศของตน

3. Commercial Presence หรือ การเข้าไปลงทุนจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้บริการในประเทศลูกค้า หรือ ประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศอื่น ข้อนี้ยังไม่ค่อยมีการพัฒนามากนัก เนื่องจากหลายประเทศยังคงกังวลในเรื่องของการที่ชาวต่างชาติจะมาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินในประเทศตนเอง อย่างที่เห็นในประเทศไทยหากภาครัฐยอมให้ต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในกิจการต่างๆได้ 100% ก็อาจถูกมองว่าขายชาติ ปล่อยให้ชาวต่างชาติมาครอบงำประเทศตน ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ก็คำนึงถึงปัญหานี้เช่นกัน ข้อตกลงในด้านนี้จึงยังไม่ค่อยพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก

4. Movement of Natural Persons หรือการเคลื่อนย้ายบุคลากรวิชาชีพที่มีความรู้ความสามารถไปยังประเทศสมาชิกต่างๆอย่างอิสระ หลายท่านคงเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า หากเปิดAEC ในปี พ.ศ. 2558 นั้นการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือก็จะเกิดขึ้นตามมาด้วย แรงงานฝีมือในที่นี้มีทั้งหมด 8 วิชาชีพ ซึ่งอยู่ภายใต้ข้อตกลงยอมรับร่วมในคุณสมบัตินักวิชาชีพของอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition Arrangements: MRAs) ซึ่งประกอบไปด้วยอาชีพต่างๆ เช่น แพทย์  วิศวกร  สถาปนิก  นักบัญชี   เป็นต้น

ข้อตกลงในเรื่องการเคลื่อนย้ายบุคลากรสายวิชาชีพนี้ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก ทั้งนี้เนื่องจากหลายประเทศเกรงว่าประชาชนจากประเทศสมาชิกอาจหลั่งไหลเข้ามาแย่งอาชีพประชาชนของตนเอง แต่ในทางกลับกันหลายประเทศ อย่างเช่นประเทศไทย ก็กลัวปัญหาในเรื่องของสมองไหล เช่น แพทย์ที่มีฝีมืออาจอยากจะย้ายไปทำงานในประเทศที่ได้ค่าตอบแทนสูงกว่า เป็นต้น เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวภาครัฐจึงต้องคิดไตร่ตรองและออกนโยบายต่างๆเพื่อป้องกันปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีในอนาคต ดังนั้นการพัฒนาข้อตกลงในด้านนี้จึงเป็นไปได้อย่างช้าๆ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดปัญหาจากการขาดแคลงแรงงานในกลุ่มวิชาชีพดังกล่าวที่มีคุณภาพในบางประเทศ แต่อาจมีมากเกินไปในอีกประเทศหนึ่ง

ถ้ามองในภาพรวมก็ดูเหมือนว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนค่อยๆพัฒนาแนวทางเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเปิด AEC ใน พ.ศ. 2558 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี การเปิด AEC นี้จะประสบความสำเร็จ และนำประโยชน์สูงสุดมาสู่ภูมิภาคของเราก็คงต้องอาศัย การรักษาคำมั่นสัญญาร่วมกัน หรือ commitment ของประเทศสมาชิกในการผลักดันแนวทางและข้อตกลงภายใต้ พิมพ์เขียวเพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ให้เป็นผลได้จริง รวมทั้งพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง และนโยบายของภาครัฐภายในประเทศตนให้เอื้อต่อการผลักดันประชาคมดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงได้ หากประเทศสมาชิกเองไม่ยึดมั่นในข้อตกลงและไม่ช่วยกันผลักดันแนวทางต่างๆให้เป็นผล ก็อยากที่AEC จะประสบความสำเร็จเหมือนองค์กรระดับภูมิภาคอื่นๆ ทั้งนี้เนื่องจาก อาเซียนเองไม่มีบทลงโทษใดๆเหมือนกับองค์กรระดับภูมิภาคอื่น ที่จะลงโทษประเทศสมาชิกหากไม่ปฏิบัติตามกฎและข้อตกลงของกลุ่ม ความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันการร่วมมือทางเศรษฐกิจในครั้งนี้

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ไฮสปีดเทรน-สี่แยกอินโดจีน หนุน "พิษณุโลก" เศรษฐกิจขาขึ้น


นาทีนี้ พิษณุโลกเป็นอีก 1 จังหวัดที่ได้รับผลพวงจากโครงการลงทุนระบบรถไฟความเร็วสูงโดยตรง และมีความตื่นตัวมากที่สุด

เมืองซึ่งได้อานิสงส์จากการถูกกำหนดในยุทธศาสตร์การพัฒนาให้เป็น "สี่แยกอินโดจีน" มาก่อนหน้านี้แล้วยิ่งทวีความคึกคัก และฉายภาพของการเป็นศูนย์กลางการค้า เศรษฐกิจ และการลงทุนของภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งจะเชื่อมโยงต่อไปถึงการค้าและการขนส่งในระดับภูมิภาคอีกด้วย

นั่นทำให้นอกจากจะเกิดปรากฏการณ์ที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งในธุรกิจค้าปลีกและวัสดุก่อสร้าง ยกขบวนเข้าไปปักธงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น เทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี, แม็คโคร, เซ็นทรัล, อินเด็กซ์,

ไทวัสดุ ฯลฯ แล้ว กระแสความตื่นตัวของการพัฒนาที่ดิน และการขยายเมืองออกไปในทุกทิศทางก็ยังปรากฏอย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องพูดถึงสถานการณ์การปรับตัวของราคาที่ดิน ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 2-3 เท่าในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา

นางเปรมฤดี ชามพูนท ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเทศบาลนครพิษณุโลก มองปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเตรียมความพร้อมของเมือง เพื่อรองรับการเป็นสี่แยกอินโดจีนได้

อย่างมีระบบ ลงทุนและพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเอาไว้เป็นอย่างดี

เมื่อมีโครงการรถไฟความเร็วสูงมาจึงช่วยกระตุ้นเพิ่มอีกทางหนึ่ง จึงเห็นภาพได้อย่างชัดเจน

"แนวโน้มใหม่ที่รัฐบาลกำลังผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง การวางแผนและการพัฒนาเมืองพิษณุโลกในระยะต่อไปด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ ราคาที่ดินพุ่งไปรอล่วงหน้าแล้ว ตึกแถวราคากลายเป็น 5 ล้าน ในซอยยัง 2-3 ล้านแล้ว มันไปเร็วกว่าที่คิด บ้านจัดสรรยังสร้างไม่พอขาย ตอนนี้ที่ดินรอบในไม่พอ

เขาก็ขยายออกไปนอกเขตเทศบาลเยอะแล้ว เราเห็นแล้วว่ารถไฟความเร็วสูงจะมาเร่งการเติบโต เราก็ต้องยิ่งต้องเตรียม

รองรับการขยายเมือง เตรียมให้เมืองสะอาด สะดวก น่าอยู่"

สอดคล้องกับมุมมองของ "นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์" นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พิษณุโลก ที่ย้ำว่า ต้องพิจารณาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหาแรงงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้พิษณุโลกก็กำลังเผชิญอยู่ท่ามกลางกระแสการเติบโตแบบก้าวกระโดด

"ขณะนี้โครงการรถไฟความเร็วสูงก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่คนพิษณุโลก นักธุรกิจ นักลงทุนให้ความสนใจมาก การจัดงานงานไทยแลนด์ 2020 ที่พิษณุโลก มีทีมของรัฐบาลมาให้ข้อมูลและรับฟังความ

คิดเห็น ก็ได้รับความสนใจสูงมาก"

นายมนต์ชัยเชื่อว่า เมื่อมีโครงการรถไฟความเร็วสูง จะมีการพัฒนาสถานี อาจต้องใช้ที่ดินราชพัสดุ เลือกจุดที่เหมาะสมเพื่อไม่ต้องเสียค่าเวนคืน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นเมืองก็จะขยายต่อไปอีก เกิดประโยชน์แน่นอนสำหรับการเดินทาง ธุรกิจการท่องเที่ยว เมื่อการเดินทางสะดวกมากขึ้น

ขณะที่ นางสาวดิลกา ชามพูนท ผู้อำนวยการบริหาร โรงแรมอมรินทร์ ลากูน พิษณุโลก กล่าวว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจใน จ.พิษณุโลก รวมถึงการท่องเที่ยวยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนสร้างห้องพัก โรงแรมในขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก

อย่างไรก็ตาม โรงแรมขนาดใหญ่ก็ยังมีการปรับตัวและปรับปรุงอยู่เรื่อย ๆ โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยว กรุ๊ปสัมมนา รวมถึงกลุ่มที่มาจากองค์กรธุรกิจต่าง ๆ เป็นลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

เช่นเดียวกับธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งนางชาลินี นิ่มพิทักษ์พงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด โรงพยาบาลพิษณุเวช กล่าวว่า ด้วยปัจจัยที่เมืองพิษณุโลกมีการพัฒนา มีการค้าการลงทุนที่สดใส ทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และโรงพยาบาลพิษณุเวชก็สามารถขยายบทบาทบริการการแพทย์ได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามถึงทิศทางการยกระดับบริการการแพทย์ของโรงพยาบาลพิษณุเวชในอนาคต นางชาลินีระบุว่า ด้วยบทบาทการเป็นสี่แยกอินโดจีน และเชื่อว่าหลังเปิดเออีซี โรงพยาบาลพิษณุเวชจะมุ่งจับกลุ่มคนไข้จากประเทศเพื่อนบ้านได้มากขึ้น

"เราจะมองกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า เรากำลังดูอยู่ เพราะมีคนมาจากแม่สอด เมียวดี มะละแหม่ง มาใช้บริการโรงพยาบาลที่พิษณุโลก เมื่อเราได้ JCI เปิดเออีซีแล้วเดินทางเข้าออกง่ายขึ้น จำนวนผู้ใช้บริการก็จะเพิ่มขึ้น และอีกไม่นานนกแอร์ก็กำลังจะเปิดไฟลต์บินจากมะละแหม่งมาเมียวดี เราก็มองว่านี่เป็นโอกาสสำหรับลูกค้ากลุ่มใหม่"

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความคึกคักและความคาดหวังจากภาคธุรกิจต่าง ๆ บนกระแสความตื่นตัว พร้อมกับมุมมองที่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของพิษณุโลกกำลังเติบโต ขยายตัวได้ในทุก ๆ มิติ ด้วยปัจจัยจากทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม เป็นศูนย์กลางการค้าการขนส่ง

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนทั้งจากการเป็นสี่แยกอินโดจีน และโครงการรถไฟความเร็วสูงที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ให้เช่า บ้านไร่บางระกำบรรยากาศธรรมชาติ ร่มรื่น สงบ อากาศดี





ให้เช่าบ้านค่ะ่เนื้อที่ 3ไร่
เป็น บ่อปลา 1ไ่ร่
พื้นที่บ้าน บริเวณ2ไร
 เข้าไปทางวัดบ้านไร่ ห่างจากอำเภอ แค่7นาที อากาศดีสงบสบาย
ห่างจากไฟฟ้้าบางระกำ 3นาที
บ้านไร่บางระกำ
99/3 หมู่ที่1 ต บางระกำ อ บางระกำ จ พิษณุโลก.




อำเภอบางระกำ เดิมชื่อ อำเภอชุมแสงตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2448 โดยมีขุนเผด็จประชาดุลย์ เป็นนายอำเภอคนแรก ต่อมาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้เรียกชื่ออำเภอตามชื่อตำบล ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ จึงได้มีการเปลี่ยนชื่ออำเภอจากอำเภอชุมแสง เป็นอำเภอบางระกำ ปัจจุบันอำเภอบางระกำมีอายุ 97 ปี มีผู้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอ ทั้งสิ้น 44 คน สำหรับชื่อ " บางระกำ" นั้น เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เติบโตและขึ้นริมฝั่งแม่น้ำยมมีคุณสมบัติ คือ ยึดดินข้างคลองหรือแม่น้ำได้ดี ทำให้น้ำไม่สามารถกัดตลิ่ง ลักษณะภูมิประเทศ     พื้นที่ พื้นที่ส่วนใหญ่ลาดเอียง ตอนกลางเป็นที่ราบลุ่ม ตอนบนและตอนล่างเป็นที่สูง  หรือมีลักษณะเหมือนท้อง กระทะ สภาพดิน   ดินโดยทั่วไปเป็นดินทราย แหล่งน้ำ   แม่น้ำยมนี้มีต้นน้ำอยู่ในท้องที่จังหวัดเชียงราย คือ เกิดจากเขาขุนยวม ในอำเภอปง จังหวัดเชียงราย ไหลลงทางทิศใต้ เข้าเขตจังหวัดแพร่  และเข้าสู่เขตจังหวัดสุโขทัย ผ่านอำเภอศรีสัชชนาลัย, อำเภอสวรรคโลก, อำเภอศรีสำโรง, อำเภอเมืองสุโขทัย,อำเภอกงไกรลาศ แล้วจึงเข้าเขตจังหวัดพิษณุโลกที่ตำบลชุมแสงสงคราม,ตำบลบางระกำ และตำบลวังอิทก    เข้าเขตจังหวัดพิจิตรผ่านอำเภอโพทะเล เข้าเขตจังหวัดนครสวรรค์ โดยไหลลงไปบรรจบกันกับแม่น้ำน่านที่ตำบลเกยชัย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ รวมแล้วแม่น้ำยมมีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 550  กิโลเมตร  ในส่วนที่ผ่านอำเภอ บางระกำ มีความยาวประมาณ 60กิโลเมตร    แม่น้ำยม ถือว่าเป็นแหล่งสร้างอาชีพให้กับผู้อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำเป็นอย่างมาก ได้แก่อาชีพการทำประมง และอาชีพการเกษตร บึงตะเค็ง เป็นแหล่งรองรับ และกักเก็บน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของอำเภอบางระกำ  ให้ประโยชน์ในด้านการเกษตรกับชาวบ้านรอบบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาโดยธรรมชาติ ที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอ และมีตำนานความเป็นมาที่น่าศึกษาและค้นคว้าอย่างยิ่ง สภาพเศรษฐกิจ    ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม พืชที่การเกษตรประมาณ 469,996 ไร่ อยู่ในเขตบริการระบบชลประทานโครงการพลายชุมพล เขื่อนนเรศวร 3 ตำบลได้แก่ตำบลท่านางงาม ตำบลวังอิทก และตำบลบางระกำ พื้นที่นอกจากนี้อาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติและน้ำฝน    ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ “น้ำมันดิบ” บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตเลียม จำกัด (มหาชน) ได้รับสัมปทานขุดเจาะได้บริเวณ“หลุมปรือกระเทียม” หมู่ที่ 2ตำบลบึงกอกสามารถผลิตได้ประมาณ 100 บาเรลต่อวัน   การคมนาคม  การติดต่อระหว่างอำเภอ-จังหวัด ใช้ทางหลวงหมายเลข  1065  มีรถโดยสารประจำทางตลอดวันการติดต่อภายในอำเภอส่วนใหญ่เป็นถนนลาดยาง    วัฒนธรรมประเพณี  อำเภอบางระกำ เป็นที่อยู่ของประชาชนที่อพยพมาจากภาคต่างๆหลายพื้นที่มาอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนและได้ปฏิบัติตามประเพณีวัฒนธรรมพื้นบ้านตามแบบบรรพบุรุษเช่นประเพณีการเสนเรือน ของชาวไทยโซ่ง ส่วนใหญ่อพยพมาจากแถบจังหวัดราชบุรี  นครปฐม  ลพบุรี สุพรรณบุรี   มาอยู่ในพื้นที่ตำบลบางระกำ ตำบลบ่อทอง ตำบลวังอิทก ตำบลพันเสาประเพณีแห่บั้งไฟของชาวโคราชส่วนใหญ่อพยพมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาอยู่ในพื้นที่นิคมพัฒนา ตำบลหนองกุลา แต่การปฏิบัติกิจกรรมต่างๆได้เปลี่ยนแปลงไปกับวัฒนธรรมไทยทั่วไป เช่นประเพณีลอยกระทง  สงกรานต์  วันขึ้นปีใหม่ วันเข้าพรรษา เป็นต้น

ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมที่นีี่ค่ะ
Tel: 083-765-0224

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ไมเคิล ดักลาส” ปัดออรัลเซ็กซ์ติดมะเร็ง

โฆษกของ“ไมเคิล ดักลาส” ออกมาปฏิเสธว่า พระเอกรุ่นเดอะไม่ได้กล่าวตำหนิว่าเป็นเพราะออรัลเซ็กซ์ทำให้เขาติดโรคมะเร็งลำคอ ตามที่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์ของอังกฤษ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ว่า นายอัลเลน เบอร์รี ซึ่งทำหน้าที่โฆษกให้กับ “ไมเคิล ดักลาส” พระเอกรุ่นเดอะในวัย 68 ปี ชาวอเมริกัน ซึ่งเคยมีผลงานในเรื่อง Fatal Attraction กล่าวว่า ไมเคิล ดักลาส ได้ให้สัมภาษณ์เชื่อมโยงหลายประเด็นระหว่างโรคมะเร็งลำคอของเขากับเรื่องออรัลเซ็กซ์ หรือการทำรักด้วยปากว่าก็เป็นเสมือนปัจจัยความเสี่ยงอื่นๆที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้


วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Human Papillomavirus (HPV) คือ อะไร?

Human Papillomavirus คือ ไวรัสทั่วไปที่ทำให้เกิดการติดเชื้อทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่ง HPV มีมากกว่า 100 ชนิด บางชนิดทำให้เกิดหูดที่มือและเท้า  HPV ส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดอาการใดๆ และจะหายไปเองโดยไม่ต้องได้รับการรักษา


HPV ประมาณ 30 ชนิดเป็นที่รู้จักกันในนาม genital HPV (HPV ที่บริเวณอวัยวะเพศ) เนื่องจากทำให้เกิดการติดเชื้อที่บริเวณอวัยวะเพศ บางชนิดจะทำให้เซลล์บุผิวปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลง หากไม่ได้รับการรักษา เซลล์ผิดปกติเหล่านี้อาจเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็ง  HPV ชนิด อื่นๆ อาจทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศและมีการเปลี่ยนแปลงที่ปากมดลูกซึ่งไม่ใช่มะเร็ง (มีความผิดปกติ แต่ไม่ใช่มะเร็ง)   HPVหลายชนิดทำให้ผลการตรวจ Pap tests ที่ผิดปกติ
 สามารถพบ HPV ได้บ่อยเพียงใด?

HPV อาจพบได้บ่อยกว่าที่คุณคิด ในปี ค.ศ. 2001 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณการณ์ว่า มีผู้ติดเชื้อ HPVนี้ทั่วโลกอยู่ 630 ล้านคน (9-13%)

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าว พิษณุโลก เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าว พิษณุโลก  03 มิถุนายน พ.ศ. 2556 (5 ข่าว)
'วรงค์'ยัน'หมอโด่ง'จอมบงการจำนำข้าวตัวจริง
ข่าว พิษณุโลก 02 มิถุนายน พ.ศ. 2556 (5 ข่าว)
'กล้านรงค์'เผยนำจำนำข้าว'วรงค์'ประกอบคดี

'องอาจ'จี้นายกฯเป็นผู้นำยับยั้งทุจริตจำนำข้าว



วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

รปภ.ห้างดัง เมืองพัทยา ถูกใช้ล้างบ่อเกรอะลึก 5ม. ขาดอากาศตาย เพื่อนลงไปช่วยร่อแร่


เมื่อเวลา 00.15 น. วันที่ 23 พฤษภาคม    ผู้สื่อข่าว หนังสือพิมพ์ข่าวสด รายงานว่า  พ.ต.ท.ภัคศา เดชภาคย์กุล พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งจาก ร.พ.พัทยาเมโมเรียล ว่ามีคนเสียชีวิต และบาดเจ็บเนื่องจากขาดอากาศหายใจมาทำการรักษาที่โรงพยาบาล เหตุเกิดภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยาบีช ริมชายหาดพัทยากลาง หมู่ 9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงนำกำลังตำรวจเดินทางไปตรวจสอบ


 ภายในห้องฉุกเฉินพบศพนายสุรเดช นุชผ่อง อายุ 37 ปี พนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัท G4S จำกัด อยู่บ้านเลขที่ 50/11 หมู่ 5 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง สภาพศพนอนเสียชีวิตอยู่ในสภาพตัวขาวซีด เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเศษสิ่งปฏิกูล ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ตามร่างกายไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้าย คาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่เกิน 1 ชั่วโมง นอกจากนี้  ยังพบผู้บาดเจ็บทราบชื่อนายเสกสรร คุ้มสุวรรณ อายุ 25 ปี ชาว จ.มหาสารคาม เบื้องต้นสภาพขาดอากาศหายใจ แต่แพทย์ได้ช่วยเหลือจนอาการดีขึ้นจนพ้นขีดอันตรายแล้ว

 สอบปากคำนายเสกสรร ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุมีผู้บริหารของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล  ได้ใช้นายสุรเดช ผู้ตาย ให้ลงไปขุดลอกท่อน้ำทิ้งบริเวณลานจอดรถชั้น 1  ซึ่งบ่อดังกล่าวมีความลึกประมาณ 5 เมตร กว้าง 90 ซม. และมีน้ำลึกประมาณ 60 ซม. แต่เนื่องด้วยมีก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ที่เกิดจากน้ำเสีย จึงทำให้นายสุรเดช ขาดอากาศหายใจแล้วเกิดเป็นลมจมลงไปในน้ำ ตนกับเพื่อน รปภ.เห็นท่าไม่ดีจึงรีบลงไปช่วยและเกิดสูดดมแก๊สเข้าไปจนเกือบหมดสติ กระทั่งเพื่อนๆ พนักงานมาช่วยและรีบนำตัวส่ง ร.พ.พัทยาเมโมเรียล แต่นายสุรเดช อาการค่อนข้างสาหัสทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

 ภายหลังการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เรียกผู้บริหารของศูนย์การค้าฯ และพยานที่อยู่ในเหตุการณ์มาทำการสอบปากคำเพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิต หากพบว่า  เป็นความประมาทของผู้บริหารจะได้แจ้งข้อหาและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป